
จากบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของ De Beers ส่งสัญญาณลดกำลังผลิต ลดจำนวนพนักงาน ปรับองค์กรจากลอนดอนสู่อัฟริกาเต็มสูบ ทำให้สื่อต่างๆ มองว่าการทำกำไรในธุรกิจนี้จะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่?
ผู้บริหาร De Beers ตอบว่าการปรับตัวลดขนาดองค์กรและการย้ายฐานออกจากอังกฤษได้ทำมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก และการลดกำลังผลิตก็เป็นแค่ระยะสั้นเพื่อลดภาระหนี้สินต่อทุน ตรงกันข้ามยังมองว่าตลาดอินเดีย และเศรษฐีใหม่ประเทศจีนจะสามารถทดแทนได้โดยเชื่อมั่นราคาเพชรจะขยับตัวสูง ขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไป
สอดคล้องกับตลาดในประเทศไทยที่เพชรล็อต ใหม่ๆ ในเดือนนี้จะเห็นส่วนลดน้อยลงในระดับค้าส่งกระทบยังผู้บริโภคที่ต้องจ่าย เพิ่มขึ้นโดยจะเห็นได้ภายในเดือนพฤษภาคมไม่ว่าเศรษฐกิจการเมืองจะเป็นอย่าง ไรแต่ก็ไม่กระทบกับราคาเพชรที่ถูกกำหนดราคาขายมาแล้วจากประเทศผู้ผลิตเพชร โดยเฉพาะร้านเพชรตัวกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งราคาเพราะซื้อถูกก็ขาย ถูก ตรงข้ามซื้อแพงก็ขายแพง (ตอนนี้ผมเห็นผู้ค้าส่งบางรายได้ปรับราคาเพชรไซส์กะรัตสี G H ขึ้นแล้ว)
เห็น ลางแล้วครับว่าเพชรจะเริ่มแพงอีกแล้วโดยเฉพาะไซส์ 1 กะรัตขึ้นไป
โชค ดีกว่าเดือนที่แล้วคือค่าเงินบาทปรับตัวแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับราคาส่วนลดในการซื้อเพชรที่จะหดน้อยไปเรื่อยๆ ประกอบการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับราคาของราพาพอร์ท (Rapaport) ทั้งแผง
ย้ำ ว่าควรซื้อเพชรมีใบเซอร์ทุกเม็ดที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 0.20 กะรัตเป็นต้นไป และต้องซื้อจากผู้ขายที่มีความรู้ด้านเพชรจริงๆ เนื่อง จากมีข่าวพบใบเซอร์เพชรปลอมกันมากระบาดในแหล่งซื้อขายเพชรในกรุงเทพฯที่เรา รู้จักกันดี (เหตุเกิดจากร้านใหญ่หรูหราโดยสลับเพชรกับใบเซอร์ให้)
หรือ ปัญหาร้องเรียนการเปลี่ยนคุณภาพเพชรหลังสั่งทำใหม่จากเค้าท์เตอร์แบ รนด์ในห้างที่มีสาขาทั่วประเทศ (เหตุเกิดจากการซื้อที่ต้องรออีก 15 วัน อ้างทำไซส์โดยไม่ขายสินค้าที่โชว์ในตู้ ครบกำหนดวันกลับได้เพชรเหลืองกว่าแถมน้ำหนักไม่ตรง) สุดท้ายบริษัทเคลียร์ให้แต่พนักงานโดนไล่ออกโทษฐานหน้าบางเกินไปทนลูกค้าด่า ประจานกลางห้างไม่ได้
ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการซื้อสินค้าที่พร้อม ขายเท่านั้น และจะให้ดีต้องมีใบเซอร์จากแล็บกำกับด้วยทุกเม็ด หรือไม่ก็ซื้อเพชรที่มีเซอร์แล้วไปทำตัวเรือนเองดีกว่า ประหยัดกว่าแน่นอนโดยเฉพาะเม็ดโตๆ ราคาเรือนแสน ยิ่งเดี๋ยวนี้เค้าทำตัว เรือนกันสีห้าวันก็เสร็จแล้วไม่ชักช้าเหมือนแต่ก่อน