StarGold For You ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
คงสถานะการเข้าระบบไว้ตลอด

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้าแรก หน้าแรก webboard ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นักขุดทองแห่งโลกยุคใหม่ (โปรดใช้วิจารณญาณ)  (อ่าน 312 ครั้ง)
admin
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 41


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 28, 2010, 04:38:11 PM »


ปรากฏการณ์ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์มาตั้งแต่ต้นปี ชนิดที่เรียกได้ว่าฉุดไม่อยู่ และยังไม่รู้ว่าจะทะยานขึ้นไปหยุดอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ ทำให้มีนักลงทุน และประชาชนทั่วไปแห่ซื้อขายทองเพื่อหวังเก็งกำไรกันเป็นจำนวนมาก ผู้รู้ด้านทองหลายคนให้ความเห็นว่า หลายสาเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีส่วนทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นได้ ทั้งนั้น ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อนานๆ จะมีโอกาส (ทอง) เกิดขึ้นมาในวิกฤตสักที หลายคนจึงไม่อยากปล่อยให้โอกาส 'ทอง' นี้หลุดลอยไป...
     
       รีบเกินไปหน่อย แต่ได้ห้าร้อยก็โอเค
     
       นิษารัตน์ ชูอมรทรัพย์ หญิงสาวอายุ 28 ปี เธอก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มองเห็นโอกาสทองครั้งนี้...
     
       " ตอนซื้อทองคำแท่ง ตอนนั้นมันอยู่ที่บาทละ 14,000 ตอนนั้นถือว่าเป็นครั้งแรกที่มันลงจาก 15,400 กว่าบาท เราก็รู้สึกว่ามันถูกแล้วไง แต่จริงๆ ถัดไปอีกประมาณสองสามวันมันลงไปอีกประมาณ 13,950 แต่เราเข้าไปซื้อตอนที่ราคา 14,000 ก็ถือมาๆ แล้วมีช่วงหนึ่งมันก็ลงไปอีก แต่ว่าเราไม่ได้มีเงินไปซื้อเยอะๆ เป็นแสนๆ ขนาดนั้น ก็ถือๆ มา จนไม่กี่เดือนนี้เองที่เพิ่งขายไป เราขายไป 14,500 ได้กำไร 500 ทองทั้งหมด 5 บาท ก็ได้กำไร 2,500 บาท" นิษารัตน์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ที่สนใจทองคำเพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วได้ดอกเบี้ยดีกว่าฝากเงิน...
     
       "ตอนนี้ทองแพงมาก ถ้าเราเก็บทองไว้มาขายตอนนี้จะดีมากเลย (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นที่เราขายไปเราก็คิดว่ามันกำไรแล้วไง ตอนนั้นก็โง่ไปหน่อย รีบเกิน (หัวเราะ) มันขึ้นมาใหม่ๆ เราก็เห็นว่า เออ! ได้กำไรแล้ว ได้ห้าร้อยก็โอเคแล้ว ใช่ไหมล่ะ แต่จริงๆ ถ้าถือไว้มาจนถึงวันนี้เราจะได้เป็นพันเลย! แต่เราก็กลัวว่ามันจะขึ้นลงสวิงไปมา เราก็ไม่รู้ตลาดไง คือเราไม่รู้หรอก อยู่ๆ ทองมันก็ขึ้น มันเพิ่งมาขึ้นเมื่อช่วงต้นปีนี้ ที่มันขึ้นมาซะโอเวอร์เลย"
     
       นิษารัตน์บอกว่าที่ซื้อทองก็ไม่ได้หวังเก็งกำไรอะไรขนาดนั้น เพราะเธอรู้ว่ายังไงทองก็มีมูลค่า และด้วยเศรษฐกิจช่วงนั้นเธอคิดว่าไม่มีอะไรที่น่าเล่นเท่ากับทอง...
     
       "แล้วเราก็พอมีเงินเก็บ มีเงินเย็น เราก็มาซื้อทองเก็งกำไรดีกว่า ถ้าเอาเงินเย็นซื้อ คนที่เขามีตังค์จริงๆ เขาไม่ขายนะ อย่างคนที่เรารู้จักเขาก็ไม่ขาย เขาถือ เขารวยไง เขามีเงินเป็นหลักล้าน คือเขามองว่ายังไงมันก็ขึ้น พี่คิดดูสิ วันนี้ราคาทองขึ้นมาหมื่นห้าพันกว่าบาทไปแล้ว และเห็นเขาบอกว่ามันมีโอกาสที่จะขึ้นได้อีก แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทองมันถึงขึ้นอะไรขนาดนี้ ...คือเราทำงานดูพอร์ตคนรวย เราก็เลยรู้ว่า คนเรามีเงินหนึ่งร้อยบาท เราต้องกระจายการลงทุน เราไม่ควรใส่ตะกร้าไข่แค่ใบเดียว ถ้าเกิดไข่มันแตก ทั้งตะกร้ามันก็แตกหมดสิ เราควรจะฝากเงิน ซื้อประกัน ซื้อทอง เล่นกองทุน คือควรกระจายการลงทุน ได้มากได้น้อยอยู่ที่ความกล้าความเสี่ยงของเรา และทองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง"
     
       นิษารัตน์ให้ความเห็นว่า ถ้าไม่มีเงินมากจริงๆ หรือถ้าไม่ได้มีเงินเย็นก็ไม่ควรจะไปซื้อไปเล่นทอง..."เพราะทองคำแท่งขั้น ต่ำมันห้าบาท สมมติว่าเราร้อนเงินจริงๆ เราไปขาย ถ้าเกิดตอนนั้นทองตก เราก็ขาดทุน เราก็ควรจะมีเงิน แล้วรอจังหวะการซื้อขาย แต่การกู้เงินเพื่อไปเก็งกำไรเพื่อเอาไปเล่นทอง เราคิดว่ามันไม่คุ้ม"
     
       เงินเป็นปึกๆ
     
       พิชามญชุ์ กิ่งแก้ว หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับนิษารัตน์ เธอหัดเล่นทองมาตั้งแต่ปลายปี 49 เธอบอกว่าสนใจทองคำเพราะได้ดอกเบี้ยดีกว่าเงินฝาก แล้วก็เป็นสินทรัพย์ของตัวเอง สามารถเก็บระยะยาวได้ และสามารถเก็งกำไรได้ด้วย พิชามญชุ์ซื้อทองก้อนแรกเพื่อเก็บเอาไว้ลงทุนระยะยาว หลังจากนั้นเธอเก็บเงินซื้อทองก้อนที่สองเพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว
     
       " แต่เราก็ต้องดูราคาทองด้วยนะ ถ้ามันต่ำพอที่เราสามารถซื้อได้ แบบพอใจที่จะซื้อตุน เราก็ดูแนวโน้มทอง แล้วก็ซื้อ แล้วรอระยะเวลาสมควรขายทอง และคิดว่าเราอยากได้กำไรที่เท่าไหร่ ก็ขายไป... ก้อนที่สองที่ซื้อมาเราขายไปแล้ว เราขายไปได้ประมาณสองรอบแล้ว กำไรอยู่ที่ประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงินก็เป็นหมื่นเลยนะ ก็ไม่ได้ซื้อเยอะ แต่ที่ได้เยอะก็เพราะทองมันขึ้นเยอะไง ตอนนี้ก็รอจังหวะซื้ออยู่ ก้อนนี้เราหมุนทำกำไรประมาณสองรอบแล้ว ขายก็เลยได้เป็นหมื่น ช่วงนี้ก็เลยรอทองอย่างเดียว" (หัวเราะ)
     
       เราถามพิชามญชุ์ว่าซื้อทองตอนนี้เสี่ยงไหม เธอบอกว่าก็เสี่ยง... "แต่ว่าก็คงดีกว่าเงินฝากประจำที่ตอนนี้ได้ดอกเบี้ยแค่บาทกว่าๆ ตอนนี้ปีหนึ่งมันสองบาท แต่ทองปีหนึ่งได้ดอกเบี้ยมากกว่าสองบาท แล้วไม่ต้องมาหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วมันก็ซื้อขายคล่อง ถ้าเราร้อนเงินเมื่อไหร่ก็ขายได้ เพียงแต่ว่าวันที่เราขายราคาทองมันจะต่ำกว่าวันที่เราซื้อไว้วันแรกหรือ เปล่า เรามองว่าภายในระยะสามเดือนหกเดือนนี้ทองน่าจะขึ้นอีก ตอนนี้ก็กำลังดูกราฟอยู่ ทองมันอยู่ที่ประมาณ 924 เหรียญฯ มันก็ค่อนข้างที่จะต่ำแล้วไง คิดว่าสมควรที่จะซื้อแล้วล่ะ" (หัวเราะ)
     
       เราถามพิชามญชุ์อีกว่า ถ้าตัดสินใจซื้อทองเก็งไว้ในวันนี้ แล้วถ้าเกิดพรุ่งนี้ทองลดฮวบฮาบลงมาล่ะ เธอจะทำอย่างไร... "ก็แห้วไงคะ... เศร้าใจไปนิดนึง" เธอตอบเร็ว "แต่ก็ไม่เป็นไร มันมีขึ้นมีลง เราเก็บไว้นานๆ ก็ได้ไม่เห็นเป็นไร เพราะว่าเงินเราก็ไม่ค่อยได้ใช้ทำอะไร มันเป็นเงินเย็นมากกว่า เพราะว่าเราก็กันส่วนหนึ่งไว้ยามฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งจะเป็นเงินเก็บมากกว่า"
     
       พิชามญชุ์เดินทางมาทำธุรกรรมซื้อ-ขายทองที่ร้านทองแถวเยาวราชอยู่ เป็นประจำ เธอเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ผ่านมาเธอเห็นบางคนซื้อทองเยอะมาก ซื้อเป็นร้อยสองร้อยบาทก็มี หลายคนถึงกับแบกกระเป๋าเดินทางมากันเลย
     
       " เขาลากกระเป๋าเดินทางมากันเลยนะ ทองก็อยู่ในกระเป๋านั่นแหละ แบบว่าเอามาขายกัน บางคนพกเงินมาอย่างดี หนีบกระเป๋าเข้ามาเลย แบบว่าควักเงินออกมาให้เห็นกันเป็นปึกๆ เพราะว่าถ้าไปจ่ายเป็นบัตรเครดิตเคยได้ยินว่าเขาจะชาร์จ เขาเลยไม่ค่อยจ่ายเป็นบัตรเครดิตกัน ก็เลยต้องพกเงินมาเป็นปึกๆ มาเป็นฟ่อนกันแบบนั้น แล้วอีกอย่างในช่วงนี้ (ทองขึ้นราคา) บรรดาอาป่งอาแปะอาม่งอาม่าตื่นเช้ามาจะพากันเดินมาดูราคาทองกัน พอราคาทองขึ้นหน่อยก็เอาทองออกมาขาย ลงหน่อยก็มาซื้อ อยู่อย่างนี้ หมุนไปหมุนมา ได้กำไรวันหนึ่งก็สองสามร้อย พันหนึ่งสองพัน อะไรอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน ขึ้นนิดหน่อย ลงนิดหน่อย ก็มาซื้อมาขายกันแล้ว พวกอาแปะอาม่าจะไปดูราคาที่ร้านทอง ส่วนพวกหนุ่มสาววัยทำงานก็จะดูในเว็บกัน" พิชามญชุ์รายงานบรรยากาศการซื้อขายทองคำแถวเยาวราชให้เราฟัง
     
       ถ้าไม่โลภ ก็รีบขาย
     
       ส่วน วิไลลักษณ์ จันทร์ษรีหิรัณย์ เธอคนนี้เกิดและโตมาในร้านทอง แต่เธอบอกว่าเพิ่งจะมีทุนเล่นทองคำได้ประมาณสองปีนี่เอง...
     
       " ล่าสุดเราซื้อเป็นล็อตๆ ซื้อตอนที่ราคาหมื่นสามพันกว่าก็มี แล้วก็ซื้อมาเรื่อยๆ แล้วก็เอาต้นทุนมาเฉลี่ยกัน สมมติว่าทอง 12,500 เราก็ซื้อหนักหน่อย เพื่อเฉลี่ยให้ต้นทุนของอันเก่าที่มันสูงให้มันต่ำลง แล้วพอมันขึ้นมาสูงในระดับที่เราพอใจ เราไม่โลภแล้ว เราก็รีบขาย เคยทำขนาดว่าหมุนทองหลายๆ รอบ สมมติว่าเงินเรามีจำกัดอยู่สักประมาณสองล้าน เราอาจจะซื้อได้ประมาณสองร้อยบาท แล้วเราอยากจะได้กำไรมากกว่านั้น แต่ว่าราคาทองมันถูกมาก แล้วมันจะมีแนวโน้มขึ้นแน่นอน ก็ต้องใช้วิธีหาเงินระยะสั้นเพื่อจะเอาทองที่มีอยู่ไปจำนำเวียน ก็ยอมเสียดอกเบี้ยให้โรงจำนำไป เอาเงินมาซื้อใหม่ เวียนไปอย่างนี้ มันอาจจะได้อีกสองสามเท่าตัวเลย แล้วพอราคาทองขึ้นเราก็เวียนขายต่อๆ เป็นล็อตๆ ไป กำไรก็จะมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่ว่าเราก็ต้องยอมเสียดอกเบี้ยให้กับโรงรับจำนำ มีคนทำอย่างนี้กันเยอะ อย่างเราไปโรงรับจำนำซะจนเขาจำหน้าได้แล้ว เขายังแซวเราว่าหาเงินง่ายดีนะ (หัวเราะ) แต่โรงรับจำนำเขาก็ได้กำไร เขาพอใจนะ แต่ว่าเราก็เสี่ยง"
     
       เสี่ยง... วิไลลักษณ์บอกว่าถ้าใครกู้เงินมาเก็งกำไรทอง ถือว่าเสี่ยงมาก เพราะอย่างที่เธอเอาทองของตัวเองไปจำนำก็ถือว่าเสี่ยงเหมือนกัน เธอแนะนำว่าต้องดูว่าต้นทุนของเราต่ำจริงๆ อย่างนั้นถึงจะน่าเล่น แต่ถ้าเกิดว่ายิ่งความรู้เรื่องทองน้อย เห็นคนอื่นเล่นก็เล่นตามเขา โดยไม่ได้ศึกษาให้ดี อย่างนี้เธอบอกว่าแย่แน่ๆ
     
       "เราว่าถ้าต้องกู้เงินมา อย่าเล่นเลย และยิ่งความรู้ทางด้านทองก็ไม่แน่นพอ ไม่ได้ศึกษาแนวโน้มในอดีตมาว่าเป็นยังไง อย่าเล่น เพราะว่าบางทีถ้ามันลงเราก็ขาดทุนอยู่แล้ว แล้วเราจะต้องไปขาดทุนกับดอกเบี้ยอีก อย่างทองตอนนี้ราคามันก็ไม่ค่อยกล้าเล่น เพราะถ้าเล่นไป กำไรตอนนี้มันคงได้ไม่เยอะ แต่โอกาสขาดทุนก็สูสีกัน ตอนนี้ถ้ามีเงินเย็น เล่นได้ แต่ถ้ากู้มาโอกาสกำไรมันได้ไม่เยอะ และถ้ากู้นอกระบบนี่ยิ่งไม่ต้องเล่นเลย ...แล้วเหตุผลที่เราไม่ซื้อทองในช่วงนี้ก็เพราะกลัวว่าพวกกองทุนต่างชาติเขา เทขาย แต่พูดถึงถ้าทองลดลงมาสักหมื่นสี่มันก็น่าซื้อ แต่ไม่ต้องมาก อย่างที่ทองขึ้นใหม่ๆ ที่ได้กำไรช่วงแรกๆ เราก็ซื้อ แต่ก็ขายหมดแล้ว เราขายตั้งแต่มันยังไม่ถึงหมื่นหกเลย หมื่นห้ากว่าก็ดีใจแล้ว ก็รีบขายเลย แต่ช่วงนี้เราขอพักก่อน..." วิไลลักษณ์บอก
     
       ทำไมทองขึ้น
     
       "ทำไมทองถึงขึ้นขนาดนี้" เราถาม ธงชัย องค์ศรีตระกูล พนักงานขาย/ลูกชายเจ้าของห้างทองเทพนม ย่านบางลำพู ธงชัยบอกว่า "ตอนนี้ถามไปก็ไม่มีใครตอบได้ ผมพูดจริงๆ เพราะทุกอย่างเป็นปัจจัยทำให้ทองขึ้นทองลงได้หมด มันเป็นทุกปัจจัยแล้ว เพียงแต่เราจะให้น้ำหนักตรงส่วนไหน วันนี้ตลาดนิวยอร์กเขาพูดเรื่องนี้ บางครั้งเขาพูดเรื่องดอกเบี้ย บางครั้งเขาพูดเรื่องน้ำมัน บางครั้งเขาก็พูดเรื่องตลาดหุ้น มันก็เป็นปัจจัยทุกอย่างที่สามารถทำให้ทองขึ้นลงได้ มันไม่เหมือนสมัยก่อน, สมัยก่อนบอกว่าน้ำมันแพง ทองขึ้น เพราะว่าอาหรับซื้อทอง สมัยก่อนเกิดสงครามทองขึ้น เพราะคนแห่ซื้อทองตุนเก็บไว้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว สมัยก่อนเศรษฐกิจไม่ดี ทองลง วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี ทองขึ้น แล้วมันจะใช้ตรรกะตรงไหนมาคิดล่ะ ใช่ไหม, เพราะฉะนั้นมันไม่มีตรรกะแล้วตอนนี้ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประเด็น เพราะทุกอย่างเป็นประเด็นของราคาทองได้หมดแล้ว ถ้าเกิดคุณไปคิดทุกวันว่าวันนี้ทองขึ้นเพราะอะไร วันนี้ทองลงเพราะอะไร ตรงนี้ผมเลิกคิดไปนานแล้ว"
     
       ธงชัยบอกว่าที่ผ่านมาเมืองไทยรอดมาหลายครั้งก็เพราะทองคำ ตอนลอยค่าเงินบาท ลูกค้าของเขาซื้อทองสะสมไว้ตั้งแต่ 4,800 พอลอยค่าเงินบาททองขึ้นเป็น 7,500 ลูกค้าได้ทันที 2,900 บาทต่อบาท หักโน่นหักนี่ไป ได้กำไรบาทละ 2,000 และยังสามารถเอาส่วนนี้ไปเสริมสภาพคล่องได้ เพราะตอนนั้นสภาพคล่องเมืองไทยฝืดมาก
     
       " คุณจำดอกเบี้ยตอนนั้นได้ไหม ดอกเบี้ย 20 เปอร์เซ็นต์ เงินบาทอ่อนค่าลงไปถึง 50 กว่าบาทต่อดอลลาร์ นั่นแหละทองช่วยไว้ ผมว่าสหรัฐฯ รอบนี้ใช้โมเดลเดียวกับคนไทยเรานี่แหละ หลวงตามหาบัว, หลวงตาเราเก่งมาก หลวงตาตั้งกองทุนกู้ชาติซื้อทองเข้าคงคลัง หลวงตารู้ได้ยังไงว่าทองจะขึ้น แต่สหรัฐฯ เขารู้ว่าเขาซื้อปุ๊บ ทองจะขึ้น นิสัยของสหรัฐฯ คือ เขาคิดทุกอย่างเป็นเกม เพราะฉะนั้นเขาต้องเล่มเกมที่เขาชนะ เขาซื้อทองเขาต้องมั่นใจว่าซื้อแล้วขึ้น แล้วเขาชนะ แต่หลวงตาเราไม่ใช่ พอหลวงตาเอาทองคงคลังเข้าไปเก็บปุ๊บ ถ้าเกิดไม่มีทองก้อนนี้ ตอนนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะขาดทุนก็ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่ากำไรราคาทอง ทำให้บัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ขาดทุน หลวงตาท่านเป็นอริยสงฆ์จริงๆ"
     
       ธงชัยเล่าว่าตอนนั้นขนาดบรรดาร้านทองยังงง ทองก็มีราคาอยู่ตลอด หลวงตาเอาทองไปบริจาคทำไม จะกินก็ไม่มีอยู่แล้ว ยังให้เอาทองไปบริจาคอีก... "แต่พอย้อนคิดย้อนกลับมาปุ๊บโอ้โห! ทำให้ทรัพย์สินเมืองไทยเรามีมูลค่าสูงขึ้นทันที ก็ขอขอบคุณหลวงตาที่ช่วยเมืองไทยเอาไว้ นี่คือส่วนที่ช่วยได้เยอะ ที่เห็นเป็นรูปธรรม แล้วสหรัฐฯก็เอามาเล่นเหมือนกับเรา"
     
       สักวันทองจะตอบสนองคุณเอง
     
       ธงชัยให้ความเห็นว่า สมัยคุณปู่คุณย่าคุณน้าคุณอาเราซื้อทองเพื่อประกันความเสี่ยง เพื่อตัดใจตัวเองว่าจะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพื่อเป็นการเก็บออม ทองเป็นตัวแรกที่ซื้อมาปุ๊บแล้วเก็บ, เก็บแล้วลืม เพราะฉะนั้นทองก็คือเครื่องประกันความเสี่ยง คือการเก็บออม แต่พอมีเรื่องราคาขึ้นมา คนไทยเริ่มรู้ว่าทองสูงทองขึ้น ทำให้จากการเก็บออมกลายมาเป็นเก็งกำไร ธงชัยบอกว่านิสัยคนไทยอยากเก่งอยู่แล้ว
     
       "ตรงนี้ต้องลดนะ เพราะจริงๆ แล้วมันจะขาดระเบียบทันทีเลย เพราะถ้าเกิดเราเป็นผู้บริโภคทองที่ดี คือเป็นผู้เก็บทองเป็นการออมที่ดี เราต้องดูสภาพคล่องตัวเราเอง ถ้าเรามีเงินสดเหลือพอ อย่างเรามีเงินเดือน 15,000 บาท ใช้จ่าย 10,000 บาท อีก 5,000 เราอาจซื้อทองสักสลึงหนึ่ง อีก 4,000 เก็บเอาไว้ หรืออาจฝากประจำก็ได้ ถ้าเราทำอย่างนี้เรื่อยๆ น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องกว่า, ถูกต้องกว่าที่เราจะเอาเงินไปซื้อหมดเลย แล้วบางครั้งพอเห็นคนอื่นเขากำไรเยอะๆ ก็อยากได้เยอะ ก็ไปกู้มาเล่น ก็เลยกลายเป็นการพนันอีกแบบหนึ่งแล้ว
     
       "เราฝึกวินัยในการเก็บออมดีกว่า ถ้าเราซื้อทองเก็บเงินได้ แล้วเราเป็นคนที่ไม่กู้เงินใคร แล้วสักวันทองมันก็จะตอบสนองคุณเอง ผมว่ามันดีกว่าการทำประกันชีวิตอีก จะเปิดธุรกิจ อยู่ๆ ส้มหล่น ดวงดี ซื้อที่ทำเลดี พอจะไปทำธุรกิจ ถ้าคุณมีประกันชีวิต กับคุณมีทองอยู่ อะไรช่วยคุณได้มากกว่ากัน ทองใช่ไหม ถ้าคุณเก็บทองเฉลี่ย กว่ากรมธรรม์จะเลิกส่งได้ เจ็ดปีคุณยังเอาเงินคืนไม่ได้ แต่ถ้าคุณเก็บทองเดือนละสลึง เจ็ดปี คุณขายทองก้อนนั้นแล้วไปเปิดธุรกิจได้ทันที มันเหมือนกับเป็นอะไรที่อยู่ในชีวิตคนไทยตลอดเวลา เพียงแต่ว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เพราะว่าราคามันขึ้นสูงเสียจนล่อใจคนไทยทำให้ระบบการออมคนไทยเปลี่ยนไป แล้วทำให้คนเจเนอเรชันต่อไปมองทองเป็นเรื่องของการเก็งกำไร ไม่ใช่การออม"
     
       ธงชัยให้ความเห็นว่า ถ้าอยากให้ประเทศชาติมั่นคง ต้องดึงความคิดคนไทยกลับคืนมา แล้วสอนเจเนอเรชันต่อไปว่า ทองคือการออม คนที่ออมทองไม่กู้เงินใคร แล้วต่อไปจะมั่นคงเอง
     
       "ต้องปลูกฝังกันอย่างนี้ เอาสภาพคล่องของเรามาซื้อ อย่าไปดูถูกว่าซื้อครึ่งสลึง อย่าไปดูถูกว่าซื้อสองสลึง ซื้อไปเถอะ แล้วสักวันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มันจะมาทดแทนคุณเอง ...คุณพ่อผมนี่เก่งที่สุดแล้ว เรื่องราคาทองอะไรพวกนี้ แต่ท่านจะสอนเราอยู่ตลอดว่า อยู่ใกล้ทองอย่าเล่นทอง มันไม่ใช่เรื่องถูกต้อง มันเป็นการพนัน เพราะมันได้พิสูจน์ในเจเนอเรชันหนึ่งแล้ว, ตอนที่คุณพ่อผมขายทอง เล่นทองครั้งสุดท้าย คือท่านไปซื้อทองแท่ง เพื่อรอตกลงจะซื้อบ้านมาทำการค้า รอบนั้นท่านขายขาดทุน เพราะในจังหวะที่รอ แทนที่ทองจะขึ้นมากำไร ก็กลายเป็นขาดทุน แต่ขาดทุนรอบนั้น ท่านก็ยังตัดสินใจขาดทุนแล้วมาซื้อบ้าน เพื่อมาทำการค้า แล้วมันก็อยู่ได้ ในที่สุดแล้วก็คือบทพิสูจน์ว่า รู้อะไรจริง ทำตรงนั้นให้ดี อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มีสติ ทำธุรกิจของตัวเองให้ดีที่สุดครับ!"
     
       ไม่ว่าจะซื้อทองเพื่อเก็งกำไร หรือซื้อเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น อย่างไรก็ต้องคิดให้ดี มีข้อมูล และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ
     
       ***************
     
       เรื่อง : สุรชัย พิงชัยภูมิ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Theme Burgundy